แม้ว่าในปัจจุบันการทำงานที่บ้าน (Work from Home หรือ WFH) หรือการทำงานจากข้างนอกออฟฟิศ (Remote Work) นั้นจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับใครหลายคนอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) เป็นต้นมาด้วยสาเหตุนี้ก็บีบบังคับให้หลาย ๆ องค์กรทั่วโลกจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายและนำเอาการทำงานในรูปแบบนี้ขึ้นมาใช้งานจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยผลจากการสำรวจทั่วโลกก็พบว่าอัตราการทำงานแบบ Work from Home ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ก็มีอัตราพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดีย
หากมองย้อนกลับไปในช่วงแรก การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างกะทันหันนี้ก็ทำให้หลาย ๆ องค์กรประสบปัญหาด้านความพร้อมของการทำงานในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการวางระบบงาน, อุปกรณ์การทำงาน หรือความพร้อมของพนักงาน และปัญหาอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน เพราะโดยรวมแล้วการทำงานในรูปแบบ Work from Home นี้ก็เป็นการ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ครั้งใหญ่สำหรับหลาย ๆ องค์กรเลยก็ว่าได้
ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นการ Work from Home ขององค์กรต่าง ๆ นั้นก็มี ข้อดีและข้อเสีย ของทั้งตัวบริษัทและพนักงานที่แตกต่างกันออกไปวันนี้เราก็จะมานำเสนอข้อดีของการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home กันดังนี้
แน่นอนว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสเป็นวงกว้างนี้ ข้อดีที่ทำให้ทุกบริษัทตัดสินใจประกาศให้ทำงานแบบ Work from Home นี้ก็คงหนีไม่พ้นปัจจัยเรื่องความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพราะพนักงานภายในบริษัทก็พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน อีกทั้งพนักงานหลายคนก็ใช้บริการรถสาธารณะที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคอีกด้วย ดังนั้นการ Work from Home ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากเลยทีเดียว
2. ประหยัดค่าใช้จ่าย
สำหรับบริษัทที่ให้พนักงานสามารถ Work from Home แบบ 100% แล้วนั้น การที่พนักงานทุกคนทำงานที่บ้านก็ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในบริษัทไปได้มากเลยทีเดียว เพราะการเข้าทำงานที่บริษัทนั้นต้องแบกรับค่าไฟ (และค่าน้ำ) จำนวนไม่น้อย และถึงแม้ว่าบางบริษัทจะยังต้องเสียค่าเช่าออฟฟิศ แต่การประหยัดงบประมาณบางส่วนไปก็น่าจะช่วยลดปัญหาด้านการเงินไปได้ส่วนหนึ่ง
ในส่วนของพนักงานเองก็ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงาน เพราะในเวลาปกติแล้วนั้น พนักงานจะต้องคำนวณเวลาและค่าเดินทางไปทำงานในแต่ละเดือน ซึ่งการ Work from Home นี้ก็ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ทำให้พนักงานมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น อีกทั้งยังไม่ต้องเสียค่าเดินทางจำนวนมากในแต่ละเดือนอีกด้วย
3. ช่วยพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ของพนักงานภายในองค์กร
ในเวลาปกติหากเกิดปัญหาในการทำงานโดยเฉพาะกับปัญหาทางเทคนิคหรือปัญหาด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบ IT) แล้วนั้น พนักงานที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทักษะด้านนี้ก็มักจะขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ๆ
แต่ว่าการ Work from Home ที่ต้องจัดการปัญหาการทำงานต่าง ๆ ด้วยตนเองนั้นก็ทำให้ต้องหาวิธีคิดแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็อาจช่วยเพิ่มพูนทักษะในส่วนนี้ขึ้นมาได้จนไม่จำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ในบริษัทอีกต่อไป
การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการงานเอกสารให้เป็นรูปแบบก็ช่วยลดความสับสนในการจัดแบ่งหมวดหมู่ข้อมูลของพนักงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณและพื้นที่ภายในบริษัทได้อีกด้วย หรือหากเป็นในเรื่องของการจัดงานอีเวนท์อย่างงานแถลงข่าวของบริษัทต่าง ๆ ก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นงานรูปแบบออนไลน์ที่นอกจากผู้จัดงานจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสถานที่แล้ว ทางผู้เข้าร่วมงานเองก็สามารถเข้าร่วมงานได้อย่างสะดวกและไม่เสียเวลาเดินทางด้วยเช่นกัน
5. ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น
จากผลการสำรวจเกี่ยวกับการทำงานแบบ Work from Home ของหลาย ๆ องค์กรทั่วโลกก็พบว่าพนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มสูงขึ้นกว่าการเข้าทำงานที่บริษัทตามปกติค่อนข้างมาก โดยจากผลสำรวจของทาง Gallup บริษัทวิเคราะห์สถิติและที่ปรึกษาด้านการทำงานในสหรัฐอเมริกา ก็พบว่าการ Work from Home นั้นทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มสูงขึ้นมากเลยทีเดียว
ซึ่งก็คาดว่า Work from Home ที่มีการทำงานที่ยืดหยุ่นและผ่อนคลาย อีกทั้งยังสามารถเลือกมุมการทำงานได้ตามใจชอบนั้นก็ช่วยให้สามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้มากกว่า โดยเฉพาะกับงานสาย Creative ต่าง ๆ แล้วนั้น การทำงานภายใต้บรรยากาศความตึงเครียดหรือสถานที่ทำงานที่จำกัดภายในบริษัทก็อาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้นั่นเอง